โครงการ “ ค่ายอาสาพัฒนาชนบท คณะเศรษฐศาสตร์

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2548”

 

 

ส่วนที่ 1

 

ความคิดรวบยอด

โครงการค่ายอาสาพัฒนาชนบทฯ นั้น เป็นโครงการของสโมสรนิสิต คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งจะจัดโครงการนี้ ปีการศึกษาละ สองครั้ง ซึ่งครั้งแรกจะมีในช่วงเดือน ตุลาคม และครั้งที่สองจะมีในช่วงเดือน มีนาคม(ของปีถัดไป) โครงการนี้ จะมีการสร้างสิ่งก่อสร้างที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน ซึ่งชุมชนจะเป็นผู้เลือกว่าจะให้สร้างอะไร และโครงการนี้จะเข้าไปให้องค์ความรู้แก่นักเรียน และชุมชนโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นการสอนหนังสือ หรือให้ความรู้ด้านสุขอนามัย กฎหมายพื้นฐาน เทคโนโลยีการเกษตรแบบง่ายๆ โดยจะมอบหนังสือให้ไว้กับ “ พ่อหลวง” หรือผู้ใหญ่บ้านนั่นเองเป็นโครงการที่เข้าไปเพิ่มโอกาส(ถึงแม้จะเล็กน้อยก็ตาม)ให้กับคนในสังคมชนบทที่ห่างไกลความเจริญ ให้ได้มีความพร้อมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านสิ่งก่อสร้างต่างๆ หรือองค์ความรู้ก็ตาม นอกจากนี้ยังจะช่วยยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ ซึ่งโครงการพัฒนาชนบทนี้ มีหลักในการเข้าไปพัฒนาชนบท คือ ต้องเรียนรู้ และเข้าใจวิถีชีวิตของชาวบ้าน ระบบ รูปแบบ ประเพณีท้องถิ่น รวมถึงการปกครอง เสียก่อน อีกทั้งยังต้องขอความร่วมมือจากหน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการเรียนรู้ถึงแนวทางในการช่วยพัฒนาพื้นที่ชนบทของประเทศไทย หลังจากนั้นจึงจะได้ศึกษาถึงแนวทางในการพัฒนา เพื่อให้การเข้าไปพัฒนาชนบทในครั้งนี้ เป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่ใช่การพัฒนาที่เข้าไปทำลายชุมชน หรืออาจกล่าวได้ว่า จะต้องไม่เอาสังคมเมืองไปทำลายสังคมชนบทนั่นเอง

 

 

 

 

 

 

 

เป้าหมาย

การจัดทำโครงการนี้ มีเป้าหมายแบ่งได้ 2 แบบคือ เป้าหมายมรดกชาติ และเป้าหมายมรดกของตนเอง

เป้าหมายมรดกชาติ

เป้าหมายมรดกของตนเอง แบ่งได้เป็น 3 ช่วงคือ

 

 

วิธีดำเนินการ

 

ผลที่ได้

ผลที่ได้นั้น แบ่งได้ 3 กลุ่มคือ

 

วิเคราะห์และสังเคราะห์

การวิเคราะห์ในที่นี้นั้น ตัวผมเองจะขอวิเคราะห์เกี่ยวกับโครงการว่า สิ่งที่คาดหวัง กับสิ่งที่ได้รับนั้น เป็นอย่างไร ต่างกันอย่างไร และมีความหมายอย่างไร

โครงการนี้เป็นโครงการที่ผมไม่เคยคิดจะเข้าร่วม เพราะคำว่า ค่ายอาสาพัฒนาชนบทสำหรับตัวผมนั้น หมายถึงความยากลำบาก ถึงแม้ชีวิตของผมจะไม่ได้สะดวกสบายอะไรมากมาย แต่ก็ไม่คิดว่าจะไปอยู่บนค่ายได้ จนกระทั่งผมได้ลองไปค่าย ซึ่งมันสามารถเปลี่ยนความคิดผมไปได้บ้าง ในเรื่องความลำบาก แต่ก็เป็นเพียงอะไรเล็กน้อยเท่านั้น จนกระทั่งวันหนึ่ง ทุกคนลงมติด้วยความขี้เกียจทำงาน(เป็นความรู้สึกในขณะนั้น) ว่าให้ผมเป็นประธานค่ายอาสาฯคนต่อไป ซึ่งผมก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะคิดว่าก็แค่ทำตาม “ รูปแบบ ” ที่เคยเป็นมาเท่านั้น ไม่เห็นจะต้องทำอะไร แต่พอได้ลงมือทำงาน ก็เริ่มรู้สึกอยากให้งานออกมาดี ไม่อยากเสียเวลาไปเปล่าๆกับการแค่มานั่งเป็นประธานแล้วก็ทำงานตาม “ รูปแบบ ” ไปวันๆ จึงเริ่มคิดว่า “ ค่าย ” มีไปเพื่ออะไร เริ่มมาจากอะไร และสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้เป็นอย่างไร หลังจากที่ได้คิดอะไรไปเรื่อยๆแล้ว ก็เริ่มเข้าใจคำว่า “ ค่าย ” มากขึ้น แล้วก็อยากให้ผู้ร่วมงานเข้าใจด้วยเช่นกัน หลังจากนั้นมาผมก็ได้ปรับรูปแบบการทำงานเล็กน้อย เพราะคิดว่า สิ่งที่เคยเป็นมานั้น ไม่เหมาะกับเด็กรุ่นนี้แล้ว

เมื่อได้ขึ้นไปอยู่บนค่ายในฐานะ “ ประธาน” ก็ได้มองเห็นสิ่งต่างๆรอบตัว(สิ่งที่ไม่ดี) และคิดอยากจะทำให้มันดี สิ่งต่างๆรอบตัวนี้ หมายถึง “ พฤติกรรม” ต่างๆของชาวค่าย ไม่ว่าจะเป็นความไม่เป็นระเบียบ ความไม่มีน้ำใจ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ผมสามารถพบเห็นได้ขณะที่เดินเข้าไปในหมู่บ้าน เพราะในขณะนั้นผมคิดแต่เพียงว่า ทำอย่างไรจึงจะให้ 10 วันบนค่ายนี้ ทุกคนได้ใช้เวลาอย่างคุ้มค่าที่สุด ในเวลา 10 วันนี้ ผมจะให้อะไรแก่ชาวค่ายให้ได้มากที่สุด และที่สำคัญที่สุดคือ เราทุกคนจะให้อะไรกับชาวบ้านให้ได้มากที่สุด

จนมาถึงจุดสำเร็จของค่าย ทุกคนได้เห็นสิ่งที่ชาวบ้านได้มอบให้เราทุกคน นั่นคือ “ ความรัก” ซึ่งเป็น ความรักแบบที่ “ พ่อแม่” ให้กับ “ ลูก”

10 วันนั้นผมและทุคนได้รับรู้ความจริงที่ว่า สิ่งทีสังคมต้องการในตอนนี้คืออะไร ผมได้เห็นสิ่งที่เราได้ทำให้แก่ชาวบ้าน และ สิ่งที่ชาวบ้านได้ให้กับพวกเราชาวค่าย พวกเราซึ่งเป็นคนที่อยู่ในสังคมเมืองก็คิดอยู่เสมอว่า คนที่อยู่ในชนบทนั้น ด้อยพัฒนา ยังไม่เจริญ แต่นั่นเป็นสิ่งที่เรานำความรู้สึกของเราไปเปรียบเทียบ ความรู้สึกของคนเมืองคือ คนเมืองเจริญแล้ว มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆมากมาย ซึ่งชนบทไม่มี แม้แต่ผมเองก็ไม่เคยคิดเลยว่า เค้าเหล่านั้นต้องการให้เราไปพัฒนาจริงๆหรือเปล่า หรือพูดอีกอย่างก็คือ เค้าต้องการความเจริญของเราหรือเปล่า หรือว่าเราแค่ยัดเยียดความเจริญที่อาจไม่มีความจำเป็นในสังคมชนบท ให้กับชนบท ผมเริ่มรู้สึกไม่แน่ใจว่า เราได้เอาเมืองมาทำลายชนบทหรือเปล่า

สิ่งที่ผมและชาวค่ายเริ่มไม่แน่ใจ ก็ได้ลดน้อยลงทุกวัน เพราะทุกๆวันพวกผมได้เห็นถึงความรักที่ชาวบ้านมอบให้ และยิ่งหลังจากวันกิจกรรม “ นอนบ้านชาวบ้าน” เพื่อเรียนรู้วิถีชีวิตชนบทนั้น ทุกคนก็ยิ่งตระหนักว่า ความรักความหวงใยที่ชาวบ้านมอบให้นั้น เป็นสิ่งตอบแทนสูงสุดที่เราได้รับจากการดำเนินโครงการ ถึงแม้พวกเขาจะไม่มีเงินทองมากมาย แต่พวกเขาก็มอบแต่สิ่งที่ดีที่สุดที่มีอยู่ให้กับพวกเรา ไม่ว่าจะเป็นการลงไปหาซื้อ หมู ไก่ ไข่ มาเลี้ยงพวกเรา ซึ่งนานๆทีพวกเขาถึงจะลงไปซื้อมากินเอง หรือถ้าวันไหนไปไร่ก็จะมีของติดไม้ติดมือนำมามอบให้พวกเรา

อีกสิ่งหนึ่งที่ผมเพิ่งได้เห็นก็คือ ความสามัคคีในชุมชน ถึงแม้จะมีคนนับถือศาสนาต่างกันไป ทั้ง คริส และ พุทธ รวมถึงนับถือภูตผี แต่ทุกคนก็อยู่ร่วมกันอย่างสงบ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

สังคมเมืองเจริญสิ่งก่อสร้าง สังคมชนบท เจริญด้านจิตใจ

 

สรุป เสร็จ สำเร็จ สมบูรณ์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ส่วนที่ 2

การสร้างอำนาจในตนเอง

ข้าพเจ้าคิดว่าการสร้างอำนาจในตนเองคือการส่งเสริมความสามารถภายในตนเอวให้กล้าคิดกล้าทำ กล้าแสดงสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในตัวเราและสิ่งนั้นต้องเป็นสิ่งที่ดี สามารถทำให้ตัวเองนั้นมีความก้าวหน้าในสังคมปัจจุบันได้และสามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้เป็นอย่างดี ทั้งยังสามารถกำหนด ตนเองและรู้ตัวตลอดเวลา รู้อยู่เสมอว่าตัวเองนั้นกำลังจะทำอะไรและสามารถกำหนดได้ว่าสิ่งที่จำทำนั้นถูกต้องหรือไม่อย่างไร และกำหนได้ว่าต้องทำสิ่งใดก่อนหลังรู้จักการคุมคุมตนเอง ควบคุมอารมณ์ เช่น เวลาโกรธก็พยายามความคุมความโกรธนั้นไม่ให้มันออกมาทำร้ายคนรอบข้าง เพราะเมื่อเราโกรธนั้น จะยากที่จะควบคุมตนเองและอาจจะพลั้งพลาด ทั้งวาจาหรือการกระทำที่ทำร้ายจิตใจคนที่เรารักได้ ถ้าเราสามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้แล้วนั้น ถึงจะไม่มากแต่มันก็จะช่วยลดความบาดหมางที่จะเกิดจึ้นเมื่อเรามีอารมณ์โกรธ การสร้างอำนาจในตนเองนั้นจะสามารถ ช่วย เราในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างมาก โดยเราสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองและ พัฒนาสิ่งต่างๆที่ มีข้อบกพร่องในตัวเองให้ดีขึ้นได้
ค้นพบตนเอง

ข้าพเจ้าคิดว่าการค้นพบตนเองคือการเห็นคุณค่าในตนเอง และทำตนให้มีประโยชน์แก่ผู้อื่น ไม่ใช่ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยไปวันๆ การเห็นคุณค่าของตนนั้น ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นสาระแห่งชีวิตข้อสำคัญข้อหนึ่ง เพราะเมื่อเราเห็นคุณค่าของตัวเองแล้ว เราก็สามารถทำสิ่งต่างๆได้เหมือนผู้อื่น ไม่ดูถูกตัวเองไม่มัวคิดว่าตัวเองต่ำค่าว่าคนอื่นเห็นว่าคนทุกคนมีความเท่าเทียมกัน เมื่อคิดเช่นนี้แล้ว จะก่อเกิดเป็นความมั่นใจให้ตนเองกล้าที่จะทำในสิ่งที่ตนคิดว่าดี คิดว่าถูก และสามารถนำสิ่งที่คิดมาใช้ได้จริง กล้าคิดกล้าทำมากขึ้น และการทำตนให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นก็เป็นสาระแห่งชีวิตที่สำคัญอีกข้อ เป็นการใช้ชีวิตให้มีความหมาย ไม่ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยไปวันๆ เมื่อทำได้เช่นนี้แล้ว จะพบว่าการดำเนินชีวิตของตนมีความหมาย มีเป้าหมายในการดำเนินชีวิต เข้าใจชีวิตของตนเอง และสามารถใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้ แต่คนเราทุกคนย่อมมีความเห็นแก่ตัว อยากได้อยากมี การที่คนเรานั้นจะทำสิ่งต่างในให้คนอื่นนั้นอาจจะเป็นไปได้ยาก แต่ถ้าเราลองได้ทำแล้วจะพบว่าการให้มีความสุขมากกว่าการรับ และถ้าสามารถทำตามได้ทั้ง 2 ข้อ เราจะพบว่าการดำเนินชีวิตในแต่ละวันนั้นมีคุณค่า และเป็นสาระ นอกจากนี้ การอ่าน การ เขียน และการพูด ยังสามารถ เพิ่มประสบการณ์ให้กับตนเองได้ การอ่านทำให้เรารับรู้ถึงความคิดและประสบการณ์ของผู้เขียนแล้วทำให้เราสามารถนำความรู้และประสบการณ์นั้นๆมาพัฒนาตนเองได้ ส่วนการเขียนเป็นการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ของเราสู่ผู้อื่น และยังเป็นการบันทึกความคิดและประสบการณ์ที่ผ่านมาของเราอีกด้วย สุดท้ายการพูดก็เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดระหว่างบุคคล ทำให้เราสามารถรับฟังและถ่ายทอดความคิดไปสู่ผู้อื่นได้ และการอ่าน เขียน และ การพูด ก็เป็นสิ่งที่ทำแล้วมีสาระ และสามารถช่วยพัฒนาตนเองให้ถึงจุดที่ตนเองตั้งไว้ได้


จุดยืน

จุดยืนของข้าพเจ้าคือ การพึ่งพาคนอื่นให้น้อยที่สุด จุดยืนนี้ ข้าพเจ้าได้รับแบบอย่างมาจากคุณพ่อ เนื่องจาก คุณพ่อจะเป็นคนที่มีคนให้พึ่งพาได้มากมาย ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม ก็จะมีคนคอยช่วยเหลืออยู่เสมอ แต่คุณพ่อของข้าพเจ้า ก็จะพยายามพึ่งตนเองก่อน ลองทำ ลองพยายามด้วยตนเองก่อน จนบางครั้งถึงแม้ว่าทำด้วยตนเองไม่ได้จริงๆแล้ว คุณพ่อของข้าพเจ้าก็ไม่ได้ขอความช่วยเหลือจากคนอื่น แต่จะบอกกับข้าพเจ้าว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ถึงแม้เราจะสามารถพึ่งพาคนอื่นได้ แต่ถ้าเรามัวแต่พึ่งพาคนอื่น เราก็จะทำอะไรไม่เป็น ไม่สามารถเป็นที่พึ่งพาให้คนอื่นได้ ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงระลึกถึงคำพูดนี้เสมอ และนำมันมาเป็นจุดยืนของข้าพเจ้า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จุดเด่น

จุดเด่นของข้าพเจ้าคือ เป็นคนที่ทำงานอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กหรือใหญ่ ข้าพเจ้าจะทุ่มเทกับการทำงานนั้นอย่างเต็มที่ โดยไม่คิดว่าตนเองรู้สึกเหนื่อย และข้าพเจ้าจะชอบเห็นการพัฒนา อย่างเรื่องการทำงาน นอกจากข้าพเจ้าจะจริงจังกับการทำงานแล้ว ข้าพเจ้าก็จะพยายามพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ข้าพเจ้าไม่ชอบอะไรที่หยุดนิ่งอยู่กับที่ เพราะเวลาเห็นแล้วมันน่าเบื่อ ไม่สนุก ดูเหมือนกับว่าไม่มีอะไรให้ทำ แต่ในบางครั้ง จุดเด่นจุดนี้ของข้าพเจ้า ก็ส่งผลเสียต่อตัวข้าพเจ้าเอง เช่น ในบางครั้งข้าพเจ้าจริงจังกับงานจนกระทั่งลืมการเรียนไป ซึ่งก็ส่งผลต่อผลการเรียนของข้าพเจ้าไม่น้อย แต่อย่างไรก็ตามด้วยความที่ข้าพเจ้ามีจุดยืนที่จะพึ่งพาคนอื่นให้น้อยที่สุด ข้าพเจ้าก็จะพยายามทำงานที่ข้าพเจ้าได้รับมอบหมายมาให้ดีที่สุด โดยที่ไม่ได้ขอให้ใครมาช่วยในส่วนนี้ถ้าข้าพเจ้าคิดว่า ข้าพเจ้าทำได้ และอยากที่จะทำอยู่เสมอ
จุกฝึกตนให้สร้างสมอำนาจในตน

การฝึกให้ได้ผลในตนนั้น ผมคิดว่า การที่จะทำได้ดังนั้นเราต้องตั้งมั่นในจิตและทำสมาธิให้นิ่ง ไม่ฟุ้งซ่าน กำหนดลมหายใจ ทำจิตใจให้สงบได้ การทำสมาธินั้นต้องเริ่มจากภายในขจัดความคิดฟุ้งซ่านอื่นๆ ออกไปจากใจ กำหนดลมหายใจ และกำหมดจิตของตนเองให้มั่งคง ควบคุมการกระทำ ไม่ปล่อยให้กระทำการเลวร้ายใดๆ ให้ส่งผลเสียแก่ตัวเองได้

 

 

ปกติ

น้อยกว่า10

น้อยกว่า 5

ครั้งที่ 1

18

8

4

ครั้งที่ 2

18

7

3

ครั้งที่ 3

17

7

2

ครั้งที่ 4

18

6

2

ครั้งที่ 5

17

6

2


ส่วนที่ 3

สร้างสรรค์จรรยาบรรณวิชาชีพ

จรรยาบรรณชีพนั้น คือการที่เราไม่ทำสิ่งที่ผิดต่อผู้อื่นและดำรงไว้ซึ่งสิ่งที่ถูกต้อง ทำอาชีพที่สุจริต สร้างความเจริญในตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น และประกอบวิชาชีพที่ส่งให้เกิด ผลดี สร้างชื่อเสียงให้แก่ตนเองและ วงศ์ตระกูล และเป็นประโยชน์แก่สาธารณะชน

คนเรานั้นมีทางเลือกมากมายให้เลือก ดังนั้นสิ่งที่เราทำนั้นจะดีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการที่เราเลือกเสียมากกว่า ว่าเราเลือกสิ่งที่ถูกที่ควรหรือไม่อย่างไร และทางเลือกที่เราได้เลือกนั้นก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมโดยรวมหรือไม่

ผลการฝึก 6 ชม. ทุกสัปดาห์

สัปดาห์ที่ 1

สัปดาห์แรกนั้นอาจารย์ได้มอบหมายให้กลับไปฝึกหายใจ 6 ชม ทุกๆสัปดาห์ ก็ได้กลับไปฝึกฝนวิธีหายใจ ให้ต่ำกว่า 10 ตามที่อาจารย์ได้กล่าวไว้และสามารถทำได้ต่ำที่สุด คือ 2 ครั้งต่อ 1 นาที

สัปดาห์ที่ 2

ได้รู้จักความมีสาระในตนนั้นเป็นอย่างไร และสามารถำให้เกิดขึ้นได้อย่างไร และอาจารย์ยังถามถึงคำว่า open standard ว่าหมายความว่าอย่างไร และสาระในตนนั้นเรารู้หรือไม่ว่าตนเองนั้นมีสาระอย่างไร

สัปดาห์ที่ 3

Open standard คือ การที่ตัวเราเองนั้นมีความคิดเป็นของตนเองสามารถดำเนินชีวิตได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องพึ่งสิ่งต่างๆ ที่คนอื่นๆ ได้ตั้งกฎเกณฑ์ไว้ว่าเราต้องทำแบบนั้นแบบนี้
สัปดาห์ที่ 4

จุดยืนคือการที่เรานั้นรู้ว่าเราคือใคร รู้ว่าตนเองนั้นต้องการอะไร และเราสามารถจะทำให้ตนเองมีจุดยืนได้อย่างไร และเรานั้นสามารถ เชื่อมั่นในตนเองได้มากพอที่จะกล้าคิดกล้าทำสิ่งตนคิดได้หรือไม่

สัปดาห์ที่ 5

ค้นพบจุดเด่นในจนเองคือรู้ว่าตัวเราเองนั้นมีจุดเด่นที่ไหนและสามารถนำมันมาใช้เพื่อเป็นประโยชน์แก่ตนเองได้หรือไม่ หรือไม่สามารถรู้จุดเด่นขเองตัวเองและไม่สามารถนำมันมาใช้ได้เลย จุดเด่นนั้นมีความสำคัญอย่างมาก มันเป็นตัวตัดสินคุณค่าของคนๆ หนึ่งว่าคนๆนั้นมีค่ามากแค่ไหน และเค้าคนนั้นสามารถที่จะดึงจุดเด่นของตัวเองออกมาเสนอก่คนอื่นได้หรือไม่

 

 

 

สัปดาห์ที่ 6

การที่เราจะสามารถ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆได้นั้นเราต้องผ่านการฝึกฝน และ ตัวเราเองก็เช่นกันการที่เราจะสามารถ รู้ตัวเองตั้งตัวเองเป็นที่มั่น และ มีสติตลอดเวลานั้นเราก็ต้องมีจุดฝึก ที่แน่นอน จุดฝึกที่เราสามารถ ปฏิบัติตามได้ และเป็นจุดฝึกที่ให้ประโยชน์ แก่ตัวเราจริงๆ

สัปดาห์ที่ 7

การฝึก นั้นเราต้องเป็นคนรู้ตัวเองว่าเรา อยากจะพัฒนาตนเองในด้านไหน และ พัฒนาอย่างไร เพราะคนเรานั้นต้องพัฒนาตลอดเวลาเพื่อนที่ตะสามารถ แข่งขันกับคนอื่นๆ ในสังคม